ผลการศึกษาที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ PDF  | พิมพ์ |

ส่วนที่ 1 ผลการศึกษาที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์

                ในส่วนผลการศึกษาที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์นี้จะกล่าวถึงภาพรวมของผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ ทั้งในฐานะเป็นที่เป็นผู้เพาะปลูกกล้วยไม้เพียงอย่างเดียวมากที่สุดถึง 63 รายคิดเป็นร้อยละ 77.0  ผู้ค้าปลีกจำนวน14 ราย  คิดเป็นร้อยละ 17.0  ผู้ค้าส่ง 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.8  และผู้ส่งออกจำนวน 1 ราย  คิดเป็นร้อยละ 1.2 โดยแบ่งเป็นประเด็นสรุปในด้านต่างๆ ดังนี้

                1.1  ประเด็นทางด้านธุรกิจ

                จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างจากผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้จำนวน 82 ราย พบว่า ผู้ประกอบการเกือบทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 98.8  ประกอบธุรกิจในลักษณะบุคคลธรรมดา มีเพียง 1 รายเท่านั้น ที่ประกอบกิจการในลักษณะห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ส่วนใหญ่นิยมปลูกกล้วยไม้ตัดดอกเพียงอย่างเดียว คิดเป็นร้อยละ 90.2  และ มีขนาดของธุรกิจขนาดใหญ่ มากกว่า 5 ไร่มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 64.6 โดยมีพื้นที่เกษตรกรรมเฉลี่ย 11.7 ไร่ อาศัยจำนวนคนงานเฉลี่ย 6 คน ในส่วนประเภทของแหล่งเงินทุนนั้น ผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ใช้เงินทุนส่วนตัวในการประกอบกิจการเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 61.0 ส่วนผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ที่เหลือ คิดเป็นร้อยละ15.9  กู้ยืมเพิ่มเติมจากแหล่งเงินทุนต่างๆ โดยเฉพาะเงินกู้ยืมจาก ธ.ก.ส.เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ร้อยละ 9.6 ต่อปี (เป็นอัตราที่ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดคือ 14 % ต่อปี ) จึงสอดคล้องกับความเห็นของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่เห็นว่าเกษตรกรผู้เพาะปลูกกล้วยไม้รายใหม่ควรใช้เงินทุนส่วนตัวในการประกอบกิจการเนื่องจากจะได้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับภาระดอกเบี้ยในอนาคต แต่หากมีความจำเป็นต้องกู้ยืม ควรขอรับบริการจาก ธ.ก.ส. เป็นแหล่งแรก นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ได้แนะนำว่า เกษตรกรรายใหม่ควรมีเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 374,744 บาทต่อพื้นที่เพาะปลูก 1 ไร่ ซึ่งประกอบไปด้วย ค่าโรงเรือน 199,536 บาท ค่าต้นพันธุ์ 93,671 บาท ค่าอุปกรณ์ เช่น ปั๊มน้ำ 52,996 บาท ค่าปุ๋ยและยาฆ่าแมลง 28,541 บาท และค่าแรง 25,192 บาท ตามลำดับ

                1.2  ประเด็นทางด้านการผลิต

                ผู้ประกอบกิจการกว่าครึ่ง คิดเป็นร้อยละ 52.2  นิยมซื้อพันธุ์กล้วยไม้จากเกษตรกรข้างเคียงหรือในชุมชนแล้วมาคัดหรือแยกต้นเอง โดยพบว่า พันธุ์กล้วยไม้ที่ผู้ประกอบการทั้ง 82 รายเพาะปลูกมีทั้งสิ้น 44 สายพันธุ์ ทั้งนี้ หากจัดลำดับความนิยมของสายพันธุ์ตามจำนวนผู้ประกอบที่เลือกเพาะปลูกพันธุ์นั้นๆ จะได้ข้อมูลว่า พันธุ์บอมโจแดง ได้รับความนิยมสูงสุด มีพื้นที่ปลูก 9.35 ไร่ ต่อเกษตรกร 1 ราย คิดเป็นจำนวน 161,144  ต้นต่อค่าเฉลี่ยพื้นที่ปลูก ตามมาด้วยกล้วยไม้ในสกุลมอคคาร่า  กล้วยไม้พันธุ์บอมโจ  กล้วยไม้สกุลหวาย  และ กล้วยไม้พันธุ์ขาวสนาน โดยส่วนใหญ่ระบุว่าเดือนที่สามารถขายผลผลิตได้มากที่สุด คือเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูฝน ในขณะที่ช่วงเดือนพฤศจิกายนสามารถขายกล้วยไม้ได้ในปริมาณน้อยที่สุด

                การศึกษาด้านต้นทุนทางการผลิต พบว่ามีผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ประมาณครึ่งหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 56.8 ที่สามารถแยกต้นทุนการผลิตได้ ส่วนที่เหลือยังไม่สามารถแยกต้นทุนการผลิตได้ คิดเป็นร้อยละ 43.2 และจากกลุ่มตัวอย่างพบว่ามีเพียง 4 รายเท่านั้นที่สามารถให้ข้อมูลต้นทุนการเพาะปลูกต่อไร่กรณีทำไม้นิ้วที่เริ่มจากไม้ขวดเป็นไม้นิ้ว โดยพบว่า ต้นทุนการผลิตเพื่อการทำไม้นิ้วคิดเป็นเงินเฉลี่ย 142,820 บาทต่อไร่ ประกอบด้วยต้นทุนผันแปร 49,320 บาท (ค่าไม้ขวด ค่าปุ๋ย และยาฆ่าแมลง) และต้นทุนคงที่ 93,500 บาท (ค่ากระถาง และ ค่าแรง)    ในขณะที่เป็นกรณีไม้ตัดดอก มีผู้ประกอบการที่สามารถแยกต้นทุนการผลิตได้เพียง 46 ราย และพบว่าใช้ต้นทุนในการปลูกไม้นิ้วถึงตัดดอกได้ คิดเป็นจำนวนเงินโดยเฉลี่ย 398,965.83 บาทต่อไร่ โดยคิดเป็นต้นทุนแปรผัน 80,877.24 บาท (ค่าแสลน ค่ากาบมะพร้าว ค่าปุ๋ย ค่าสารเคมี และค่าไม้นิ้ว) รวมกับต้นทุนคงที่จำนวน 318,088.65 บาท (ค่าโรงเรือนต่างๆ ค่าเครื่องปั๊มน้ำ/อุปกรณ์ปั๊มน้ำ  ค่าเครื่องพ่นยา/ค่าอุปกรณ์พ่นยา ค่าแรง ค่าปุ๋ย/ถังยา ค่ากระบะ และค่ากระถาง) ส่วนกรณีของเกษตรกรที่ไม่สามารถแยกต้นทุนการผลิตได้นั้นจะมีการพิจารณาในลักษณะของต้นทุนการดำเนินงานแทน ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 388,028.62 บาทต่อไร่ โดยแบ่งเป็นต้นทุนแปรผัน 24,366.22 บาท และต้นทุนคงที่ 363,661.40 บาท

                สำหรับวิธีการการกำจัดโรค และ แมลงนั้น ผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้นิยมใช้การฉีดยาฆ่าแมลงช่วงเวลาปกติที่ยังไม่มีโรคระบาด ด้วยอัตราความถี่ที่ 7 วันต่อ 1 รอบการฉีดยา คิดเป็นร้อยละ 51.9 และผู้ประกอบธุรกิจบางส่วน คิดเป็นร้อยละ 34.2 มีการฉีดยาฆ่าแมลงเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่เกิดโรคระบาดในความถี่ 4 วันต่อรอบการฉีดยา ทั้งนี้ ได้อาศัยความรู้และประสบการณ์ที่ศึกษาเอง ร่วมกับการสอบถามจากเพื่อนเกษตรกร และ หน่วยงานราชการมาเป็นข้อมูลในการเพาะปลูกกล้วยไม้ คิดเป็นร้อยละ 55.7

                1.3  ประเด็นด้านการกระจายตัวของสินค้า

                การศึกษาพบว่า ผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ส่วนใหญ่นิยมจำหน่ายกล้วยไม้ให้กับผู้ส่งออกมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 57.3 ซึ่งมีรายนามลูกค้าผู้ส่งออกจำนวนทั้งสิ้น 34 บริษัท โดยมีทั้งการรับซื้อในลักษณะของกล้วยไม้ตัดดอกและกล้วยไม้ต้น

                ด้านราคาขายของกล้วยไม้ตัดดอก พบว่า ความยาวของช่อดอกส่งผลต่อระดับราคาของกล้วยไม้ โดยเฉพาะขนาดช่อยาวพิเศษจะให้ราคาสูงสุด โดยเฉพาะกล้วยไม้พันธุ์มอคคาร่าที่ให้ราคาดีถึง 12 บาทต่อช่อ ตามมาด้วยพันธุ์บูรณเจต (8 บาท) พันธุ์เจมส์สตอริโอ (7 บาท) ทว่า มีกล้วยไม้บางสายพันธุ์ที่มีราคาคงที่ไม่ผันแปรไปตามตลาด ได้แก่ พันธุ์หวายแดง (6 บาท) พันธุ์บูรณเจต พันธุ์มิสทีน (4 บาท) พันธุ์เจมส์สตอริโอ และพันธุ์แอนนี่แบล็ค (5 บาท)

                ทั้งนี้ หากจำหน่ายโดยไม่แยกประเภทการตัดดอก พันธุ์เจมสตอริโอและพันธุ์ช้องช่อชลูดจะมีราคาสูงสุดในอัตราเฉลี่ย 8 บาทต่อช่อ ตามมาด้วยวาเลนเซีย (7 บาท) และเหลืองกิตติ (6.50 บาท) ในขณะที่ราคาของพันธุ์มอคคาร่าและพันธุ์บูรณเจตมีราคาลดลงมาอยู่ที่ช่อละ 5.83 และ 4.50 บาทต่อช่อ ตามลำดับ

                ในขณะที่กล้วยไม้ต้นซึ่งนิยมจำหน่าย 13 พันธุ์ มีราคาจำหน่ายคงที่ไม่ผันแปรตามตลาด ยกเว้นพันธุ์หวายแคระซึ่งมีราคาต่ำที่สุด คืออยู่ในช่วงระหว่าง 10-20 บาทต่อต้น แตกต่างจากราคาพันธุ์กล้วยไม้ซึ่งมีราคาสูงสุด ได้แก่ พันธุ์แวนด้า (300 บาท) พันธุ์ช้าง พันธุ์ฟาแลนนอปซิส พันธุ์แอสโครแซนด้า เรดเจม (100 บาท) และ พันธุ์แคททรียา (75 บาท)

                ผู้ประกอบการเกือบทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ93.9 ไม่ต้องทำการขนส่งผลผลิตเอง เนื่องจากจะมีพ่อค้าคนกลางหรือลูกค้ามารับสินค้าไปเอง

                สำหรับบรรจุภัณฑ์ นอกจากช่วยปกป้องกล้วยไม้ให้อยู่ในที่สภาพสมบูรณ์ที่สุด ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ทว่า จากการสอบถามผู้ประกอบการ พบว่ามีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย คิดเป็นร้อยละ 4.0 เท่านั้น ที่มีการใช้บรรจุภัณฑ์ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์ ส่วนใหญ่ใช้หนังยางมัดเป็นช่อๆไว้ คิดเป็นร้อยละ 85.4 หรือ อาจมีบรรจุภัณฑ์เป็นบางครั้งบางคราวขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า คิดเป็นร้อยละ 9.8 โดยบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวเป็นเพียงสติ๊กเกอร์หรือสลากใส่ไว้ในถุงพลาสติกใสซึ่งผู้ประกอบธุรกิจทำขึ้นมาเอง ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยชิ้นละ 1.19 บาทต่อการบรรจุกล้วยไม้ 14 ช่อ

                ด้านการกำหนดราคาซื้อขาย มีสัดส่วนแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยระหว่าง การซื้อขายกันที่ราคาตลาดในช่วงเวลานั้นๆ คิดเป็นร้อยละ 45.1 กับ การซื้อขายที่ไม่มีราคาที่แน่นอนโดยขึ้นอยู่กับการตกลงและต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย คิดเป็นร้อยละ 41.5 โดยกว่าครึ่งของพ่อค้าคนกลางสามารถชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการทั้งในรูปแบบเงินสดและเงินเชื่อ คิดเป็นร้อยละ 53.1  

                นอกจากนี้ ผลการวิจัยได้ระบุว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่มีการส่งเสริมการตลาด คิดเป็นร้อยละ 92.7 เนื่องจากอาศัยการบอกต่อในชุมชน มีเพียงบางส่วนที่มีการใช้โฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิคส์ คิดเป็นร้อยละ4.9 ส่วนการรับสารเกี่ยวกับอุตสาหกรรมกล้วยไม้ และ สื่ออื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 2.4 เช่นการรับเป็นวิทยากรบรรยาย การเป็นประธานกลุ่มกล้วยไม้ การประกวดต้นไม้ เป็นต้น

จากการศึกษายังพบว่าเจ้าของธุรกิจเลือกช่องการรับรู้ผ่านสื่อต่างๆ กระจัดกระจายกันไป เช่น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากจากหน่วยงานราชการ คิดเป็นร้อยละ 20.3 ได้แก่ เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตร ธนาคารสมอง และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, การรับข้อมูลข่าวสารจากจากสื่อสิ่งพิมพ์ คิดเป็นร้อยละ 15.2 ได้แก่ วารสารเกษตรพืชสวน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ และหนังสือพืชสวน เป็นต้น

                ด้านปัญหาและอุปสรรคของผู้ประกอบการกล้วยไม้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

1) ปัญหาระหว่างผู้ประกอบการและลูกค้า ได้แก่  การกดราคากล้วยไม้ คิดเป็นร้อยละ 50 การจ่ายเงินไม่ตรงเวลา คิดเป็นร้อยละ 20.6 ราคาขายถูกกำหนดโดยบริษัท คิดเป็นร้อยละ 17.6 และ เช็คธนาคารที่ขึ้นเงินไม่ได้ คิดเป็นร้อยละ11.8

2) ปัญหาในการประกอบธุรกิจ ซึ่งนำมาสู่ความต้องการในการขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ดังนี้

1. ขาดแคลนแหล่งเงินทุน รัฐควรจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

2. ราคาผลผลิตตกต่ำ รัฐควรจัดให้มีระบบประกันราคา ส่งเสริมการส่งออกและหาตลาดรองรับ

3.โรคระบาดรัฐควรส่งเสริมความรู้แก่เกษตรกร

4. ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมีราคาสูง มีการปลอม รัฐควรแก้ไขปัญหาด้านราคาและตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยปนเปื้อน

5. ขาดแคลนแรงงาน รัฐควรขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวสำหรับสวนกล้วยไม้ โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว

6. คุณภาพน้ำแย่ลง  รัฐควรควบคุมโรงงานที่อยู่ใกล้แหล่งเกษตรกรรม