ข้อมูลการตลาด PDF  | พิมพ์ |

การนำเข้า - ส่งออก

การนำเข้าในปี 2548 ประเทศไทยนำเข้าดอกกล้วยไม้ ประมาณ 0.16 ล้านตัน มูลค่า 5.71 ล้านบาท มีปริมาณเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2547 จำนวน 0.08 ล้านตัน มูลค่า 3.39 ล้านบาทตามลำดับ และนำเข้าต้นกล้วยไม้จำนวน 0.957 ล้านตัน มูลค่า 13.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2547 ซึ่งนำเข้า 0.21 ล้านตัน มูลค่า 2.73 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 68.43 และ 390.47 ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่นำเข้าดอกและต้นกล้วยไม้จากประเทศจีน

การส่งออกในปี 2548 ประเทศไทยส่งออกดอกกล้วยไม้ ประมาณ 21.2 ล้านตัน มูลค่า 2,538 ล้านบาท มีปริมาณเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2547 18.63 ล้านตัน มูลค่า 2,136 ล้านบาทตามลำดับ และส่งออกต้นกล้วยไม้จำนวน 30 ล้านตัน มูลค่า 446.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2547 ซึ่งส่งออก 26.3 ล้านตัน มูลค่า 344.6 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละที่เพิ่มขึ้น 18.82 และ 29.6 ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่ประเทศไทยส่งออกดอกและต้นกล้วยไม้ไปยังประเทศญี่ปุ่น อเมริกา ฮ่องกง อิตาลี มากตามลำดับ

 

ประเทศคู่ค้า - คู่แข่ง

ประเทศคู่ค้าในการส่งจำหน่ายกล้วยไม้ของไทยแบ่งออกเป็น ตลาดเอเชีย ได้แก่ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ โดยตลาดญี่ปุ่นเป็นลูกค้าที่สำคัญที่สุด มีความต้องการดอกกล้วยไม้สีอ่อน ทรงกลม ช่อยาว ซึ่งกล้วยไม้ที่ส่งไปญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 80 ส่งผ่านทางตลาดประมูล (Auction market) และร้อยละ 20 ส่งให้ผู้สั่งซื้อโดยตรง, ตลาดยุโรป ได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ อเมริกา ออสเตรเลีย โดยตลาดอิตาลีเป็นลูกค้าที่สำคัญ ในสหภาพยุโรปจะมีความต้องการกล้วยไม้สีขาว และสีเข้ม ช่อยาว เช่น มาดาม ปอมปาดัวร์ บอมโจแดงมีลักษณะสีม่วงเข้ม  โดยประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์เป็นประเทศคู่แข่งที่สำคัญของกล้วยไม้ไทยในตลาดอเมริกา ญี่ปุ่น และตลาดออสเตรเลีย ซึ่งส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกคุณภาพดี ช่อยาว ดอกใหญ่

 

ทะเบียนผู้ผลิต และผู้ประกอบการด้านกล้วยไม้

จากการศึกษารวบรวมรวบรวมข้อมูล ได้บันทึกข้อมูลรายชื่อเกษตรกรที่มีการปลูกและส่งออกกล้วยไม้โดยใช้พื้นที่ศึกษาในภาคกลางที่มีการปลูกกล้วยไม้โดยมีพื้นที่เป้าหมายใน 10 จังหวัด ดังนี้ กรุงเทพมหานคร 298 ราย  ชลบุรี 35 ราย นครปฐม 364 ราย นนทบุรี 89 ราย ปทุมธานี 4 ราย ราชบุรี 51 ราย สมุทรสาคร 435 ราย สมุทรปราการ 1 ราย สมุทรสงคราม 1 ราย พระนครศรีอยุธยา 36 ราย และบริษัทผู้ประกอบการ 38 บริษัท รวมทั้งสิ้น 1352 ราย

 

ปัญหา และอุปสรรคในการประกอบธุรกิจกล้วยไม้

ผู้ส่งออกลดปริมาณการสั่งซื้อ ตั้งปี 2541 ผู้ปลูกกล้วยไม้ในพื้นที่ภาคกลางได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ การสั่งซื้อจากบริษัทผู้ส่งออกลดประมาณร้อยละ 50 ราคาต่อช่อลดลงประมาณร้อยละ 30 ทำให้มีผู้ปลูกกล้วยไม้หลายรายได้เลิกกิจการ เนื่องจากเผชิญกับภาวะขาดทุน โดยเฉพาะในเรื่องค่ายาและค่าปุ๋ยขาดการความรู้ในการดูแลรักษาและจัดการสวน ปรับปรุงพันธุ์ที่ถูกต้อง ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ เทคโนโลยีการผลิตและการรักษาคุณภาพของสินค้า ในขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยต้องการความแปลกใหม่และหลากหลาย ปัจจุบันการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ในประเทศไทยยังทำกันน้อยมาก และเมื่อได้พันธุ์ใหม่ยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี จึงจะสามารถสรุปได้ว่าพันธุ์นั้นมีอนาคตเป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่ ทำให้เสียตลาดบางส่วนให้กับสิงค์โปร์ เผชิญปัญหาการแข่งขันที่รุนแรง ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าประเทศคู่แข่งจะผลิตดอกกล้วยไม้ที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะสิงค์โปร์และมาเลเซีย ทำให้ประเทศไทยต้องหามาตรการและแนวโน้มในการพัฒนากล้วยไม้ส่งออกอย่างเร่งด่วน โดยศึกษาวิจัย และการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟในกล้วยไม้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับของทั้งเกษตรกรและผู้ส่งออก วิจัยและทดสอบเทคโนโลยีการปลูกและการดูแลรักษาอย่างจริงจัง สนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายทอดความรู้และรวมกลุ่มผู้ซื้อปัจจัยการผลิต ส่งเสริมการเกษตรกรให้ปรับปรุงพันธุ์ รวมทั้งการขยายการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ นอกจากตลาดคู่ค้าเดิมด้วย

นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในธุรกิจกล้วยไม้ของไทยยังเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือธุรกิจกล้วยไม้โดยขอลดภาษีนำเข้าผงวุ้นเพื่อกิจการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้ ปัจจุบันผู้ผู้เพาะปลูกต้องเสียภาษีร้อยละ 5-6 ให้เหลือร้อยละ 0 เพื่อให้ผู้ผลิตไทยแข่งขันในตลาดโลกได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือให้การส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการขนส่งสินค้าประเภทสินค้าเกษตรเป็นพิเศษ เพราะกล้วยไม้จะเป็นสินค้าที่บรรดาสายการบินไม่ต้องการรับภาระขนส่งให้เนื่องจากระวังการรักษาลำบากและกินพื้นที่บรรทุกในเครื่องบินค่อนข้างมาก แตกต่างจากสินค้าประเภทอิเลกทรอนิกส์ที่ไม่เปลืองพื้นที่ขนส่งและดูแลรักษาง่ายกว่า รวมทั้งมูลค่าต่อหน่วยยังสูงกว่าด้วย

ธุรกิจกล้วยไม้ต้องเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ รวมทั้งเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถแข่งขันได้และอยู่รอดท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งจากคู่แข่งรายเดิมอย่างมาเลเซียและสิงค์โปร์ รวมทั้งคู่แข่งรายใหม่ที่กำลังมาแรง คือ จีน ทั้งนี้เพื่อให้ไทยยังครองอันดับหนึ่งในการส่งออกกล้วยไม้ในตลาดโลก และตลาดกล้วยไม้ของไทยสามารถขยายตัวครอบครองทั้งตลาดเก่าและตลาดใหม่ได้เพิ่มมากขึ้น

 การตลาดและอุตสาหกรรมกล้วยไม้