ประวัติการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย PDF  | พิมพ์ |

 

ประเทศไทยมีกล้วยไม้พันธุ์พื้นเมืองที่มีความสวยงามมากและหลากหลาย ในสมัยโบราณจึงมีผู้นิยมเก็บหานำมาปลูกเลี้ยงไว้ตามบ้านทั่วไป โดยเฉพาะในชนบท แต่ที่มีการเพาะเลี้ยงไว้เป็นจำนวนมากหรือที่เรียกว่า รังกล้วยไม้ ซึ่งมีขนาดใหญ่แต่เดิมนั้นจะพบก็เพียงในรั้วในวังหรือในหมู่ข้าราชการบริพารผู้ใหญ่เท่านั้น

ทั้งนี้ได้มีบันทึกไว้ในสมัยประมาณปี พ.ศ. 2380 ว่ามีรังกล้วยไม้ขนาดใหญ่ที่มีการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ไว้เป็นจำนวนมากอย่างถูกวิธีโดยมีการนำเอากล้วยไม้ต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงเพื่อเพิ่มสีสัน และความสวยงามมีการผสมพันธุ์ขึ้นใหม่ให้มีความแปลกตาขึ้นไปอีก ได้แก่รังกล้วยไม้ของนายเฮนรี่ อาลาบาสเตอร์ (ต้นสกุล เศวตศิลา) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเล่นกล้วยไม้ที่มีชื่อเสียงมากจนเป็นที่รู้จักกันดีสมัยนั้น ต่อมาเมื่อท่านถึงแก่กรรมลงในปี พ.ศ. 2429 พระเจ้าบรมวงษ์เธอกรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติ ได้รับช่วงรังกล้วยไม้ ทั้งกล้วยไม้พื้นบ้านและกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศของนายอาลาบาสเตอร์มาดูแลไว้เป็นจำนวนมากได้สะสมพันธุ์เพิ่มเติมและทดลองผสมพันธุ์ใหม่ต่างๆ จนมีความเชี่ยวชาญและได้รับยกย่องเป็นอย่างสูงอีกท่านหนึ่งว่าเป็นผู้มีฝีมือเยี่ยม ทั้งในการเลี้ยงดูและการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ในยุคนั้น

ช่วงต่อมา มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังจากปี พ.ศ. 2477 เป็นต้นมาได้มีผู้นำกล้วยไม้ลูกผสมพันธุ์มาดามปอมปาดัวร์มาปลูกเป็นรังขนาดใหญ่หลายแห่ง เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เลี้ยงง่าย ให้ดอกสีสวยสดเกือบตลอดปีและเป็นไม้ตัดดอกที่มีราคาดีในท้องตลาด จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้นอย่างรวดเร็ว นับเป็นการเริ่มต้นอย่างจริงจังของธุรกิจกล้วยไม้ตัดดอกและการค้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต้นแม่พันธุ์ต่างๆ เป็นระดับนานาชาติในปัจจุบัน

 

ลักษณะที่บอกให้รู้ว่าเป็นกล้วยไม้

 

ลักษณะภายนอกของกล้วยไม้ เป็นสิ่งที่สำคัญเพียงพอสำหรับการจำแนกกล้วยไม้ออกจากพืชวงศ์อื่น เนื่องจากมีหลายๆ ลักษณะที่โดดเด่นและแตกต่างจากพืชชนิดอื่นๆ อย่างชัดเจน อาทิ รูปทรงของลำต้น ใบ ดอก ทั้งส่วนประกอบ ขนาด รูปร่าง สี และกลิ่น รูปร่างของฝัก เมล็ดที่มีขนาดเล็กเป็นฝุ่น ตลอดจนระบบราก หรือแม้แต่ถิ่นอาศัย ฯลฯ ที่ล้วนแต่แตกต่างกันไปนั้นสามารถใช้เป็นลักษณะสำคัญในการจำแนกกล้วยไม้ออกจากพืชวงศ์อื่นได้อย่างชัดเจน