ชื่อภาษาอังกฤษกล้วยไม้ PDF  | พิมพ์ |

ชื่อภาษาอังกฤษของกล้วยไม้

 

ชื่อและความหมายของกล้วยไม้ จัดเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าความสวยงาม การเพาะเลี้ยง หรือการศึกษาด้านอื่น นักพฤกษศาสตร์หลายท่านได้พยายามศึกษาหาความหมายและที่มาของคำว่า orchid พบว่าเป็นคำที่มาจากรากศัพท์ภาษากรีกว่า orchis  และเมื่อค้นคว้ารายละเอียดลึกลงไปก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดังที่คิด เพราะเป็นชื่อเรียกเก่าแก่ที่สุดชื่อหนึ่งของพืช การค้นคว้าที่มาของชื่อต้องศึกษาย้อนกลับไปถึงเอกสารเก่านับพันปี สมัยก่อนคริสต์ศักราชจนถึงสมัยนักปราชญาเมธีชาวกรีก โดยคำนี้มีปรากฏอยู่ในหนังสือ Enquiry into Plants ของ Theophratus (370-285 B.C.) นักพฤกษศาสตร์ปัจจุบันจึงสันนิษฐานว่าท่านเป็นผู้ตั้งชื่อคำนี้เพื่อใช้เรียกกล้วยไม้ ซึ่งในยุคนั้นใช้สะกดเป็นตัวเขียนแบบภาษากรีกว่า opxis หมายถึงลักษณะของรากสะสมอาหารของกล้วยไม้ดินที่เป็นก้อนป่อง อวบน้ำ หรือบวมพอง “In reference to the tuberoids which many species of the genus bear at the base of the stem”

การมีหัวใต้ดินเป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไปในกลุ่มของกล้วยไม้ดินโดยเฉพาะในเขตภูมิอากาศหนาวเย็นที่ต้องมีการปรับตัว สะสมน้ำและอาหารไว้ใช้ในฤดูหนาว และชื่อ Orchis ที่ได้รับการบัญญัติขึ้นมานับพันปีนี้ก็ได้รับการยอมรับ เป็นชื่อสกุลของกล้วยไม้ดินสกุลหนึ่ง ที่พบมากในทวีปยุโรปทางแถบเมดิเตอเรเนียน นับแต่บัดนั้นและคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

ในปี ค.ศ. 1753  Linnaeus ได้ทบทวนรายชื่อพืชทั้งหมดและบันทึกลงในหนังสือ Species Plantarum และยังคงชื่อสกุล “orchis” เดิมไว้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1836 John Lindley ได้ประยุกต์รวมพืชกลุ่มกล้วยไม้ทั้งหมดเป็นวงศ์ใหม่โดยเฉพาะและให้ชื่อวงศ์ว่า Orchidaceae โดยคงชื่อ Orchis ไว้เป็นชื่อของกล้วยไม้ดินสกุลหนึ่ง นับแต่นั้นมาจึงถือเป็นอันยุติชื่อวงศ์และสกุลที่ใหญ่ที่สุดในโลกของพืชกลุ่มนี้

“When we review the long history of the word orchis and the genus for which it stands, we find that it has come down to us through two thousand or more years and, without too much doubt, is applied  today as Theophrastus would have us apply it. Linnaeus retained it is a genus Orchis in his “Species Plantarum” of 1753. John Lindley in 1836 modified it to form the name of  1753. John Lindley  in 1836 modified it to form the name of  the name of the family Orchidanceae. So, beginning its career in one of the oldest botanical manuscripts, the team “Orchis” has preserved its identity in the genus Orchis and in the name of  the largrest family of flowering plants”(Oakes Ames, 1942)

 

เอื้องและกล้วยไม้

ทั้งคำว่า เอื้อง และ กล้วยไม้ เป็นคำเรียกบอกความหมายถึงกล้วยไม้มาแต่เดิมทั้งสองคำแต่จากการค้นคว้าซึ่งยังไม่เป็นที่ยุติพบว่า คำว่าเอื้องนั้น เป็นคำที่มีการเรียกกันมาแต่เดิมก่อนคำว่ากล้วยไม้ มีปรากฏในเอกสาร ทั้งในสมัยอยุธยาและสุโขทัย หรืออาจเรียกกันมาแต่สมัยล้านนา จัดเป็นคำเรียกเดิมแต่ไม่สามารถสืบค้นหาถึงที่มาได้ และนอกจากจะใช้เรียกกันโดยทั่วไปทางภาคเหนือของประเทศไทยแล้ว ชาวไทยใหญ่ในรัฐฉานของสหภาพเมียนม่าร์ และทางแคว้นสิบสองปันนาทางตอนใต้ของประเทศจีนในปัจจุบัน ก็ยังใช้คำว่าเอื้องสื่อความหมายเพื่อให้เข้าใจว่าเป็นคำที่เกิดขึ้นในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งพบว่ามีการบันทึกไว้ชัดเจนในเอกสารหลายเล่ม

คำว่าเอื้องมีความหมายอย่างน้อยถึง 3 ความหมายด้วยกันคือ ประการแรกเป็นชื่อเรียกรวมๆ ของกล้วยไม้ทั่วไป ประการที่สองเป็นชื่อของพันธุ์ไม้ที่มีลักษณะคล้ายกล้วยไม้ แต่ไม่ใช่กล้วยไม้ เช่น เอื้องหมายนา Costus speciosus ซึ่งอยู่ในสกุลขิงข่า และเอื้องเพ็ดม้า Polygonum spp. ซึ่งอยู่ในสกุลผักไผ่น้ำ และประการสุดท้ายเป็นกิริยาการเคี้ยวบดหญ้าอย่างช้ ๆ ของสัตว์จำพวกวัวและควาย

ในเรื่องนี้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานครสวรรค์วรพินิต (พ.ศ. 2460) ได้ให้อัตถาธิบายไว้ว่า คำว่า เอื้อง ที่ใช้กันอยู่ข้างเหนือ ตรงกับฝ่ายใต้เราใช้ว่า กล้วยไม้ นี้ก็ดีอยู่ แต่ดูเหมือนจะมีต้นไม้อยู่อย่างหนึ่งที่เราเรียกว่าต้นเอื้องซึ่งไม่ใช่ กล้วยไม้ เมื่อฉะนั้นแล้วเห็นว่าคำ เอื้อง จะไม่สู้เหมาะเท่า กล้วยไม้ ซึ่งแม้จะดังว่า กล้วย ก็มีคำว่า ไม้ ต่อติดท้าย เมื่อเรียกรวมว่า กล้วยไม้ ก็ดูไม้พ้องงกับต้นไม้อย่างอื่นไปได้ทั้งเป็นคำเก่า ข้าพเจ้าจึงตกลงใจว่าควรยกเอาคำว่า กล้วยไม้ นี้เป็นสาธารณนาม

คำว่า กล้วยไม้ นั้นเมื่อสืบค้นกลับไปพบว่าเป็นคำเก่าที่ได้รับการเรียกขานกันมาแต่โบราณเช่นกัน โดยเฉพาะทางภาคกลางแต่ไม่ปรากฏถึงที่มา บันทึกในเอกสารสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) มีคำว่ากล้วยไม้ ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาหลายตอน แต่ที่มีบันทึกไว้ชัดเจนได้แก่ข้อความที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เรื่อง เสด็จประพาสจันทบุรี (พ.ศ. 2419) ความว่า

วันนั้นจมื่นสราภัยได้ กล้วยไม้ มาสองอย่าง กับเรามาพบที่กลางทางอีกอย่างหนึ่งเป็นกล้วยไม้แท้ใบเหมือนกล้วยเล็กๆ แต่มีประเหลืองดูงามดี สมกับชื่อที่เรียกว่ากล้วยไม้ แต่ดอกจะอย่างไรไม่รู้ ให้กาพย์ทำกระเช้าใส่ แต่กล้วยไม้อย่างใบกล้วยนั้นจะเปนหรือไม่เป็นก็ไม่รู้ ด้วยขึ้นอยู่บนต้นไม้สูงเมื่อตัดลงมารากขาดยับเยินเสียมาก ฯลฯ

ความจากพระราชนิพนธ์นี้ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตได้ให้คำวินิจฉัยเพิ่มเติมไว้ในหนังสือ ตำราเล่นกล้วยไม้  พ.ศ. 2460 ว่า

ไม่ได้ความชัดเจนพอที่จะชี้ขาดว่า ทรงมีพระราชปรารภถึงกล้วยไม้ชนิดใด แต่เข้าใจว่าซึ่งทรงว่าใบเหมือนกล้วยเล็กๆ นั้น คงจะทรงมุ่งหมายถึง หน่อแลใบรวมกัน ฤาจะเปนอย่างชนิดใบร่วงเรียงปี แลเวลานั้นปรากฏว่าเดือนยี่ ใบร่วงหมดแล้ว ทรงพระราชดำริห์ว่า ลูกกล้วยเหล่านั้นคือใบ จึงทรงใบก็จะเปนได้ อย่างไรก็ดี สมกับชื่อที่เรียกว่า กล้วยไม้